ตารางสรุปตัวบท: พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 (อัปเดตถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2562 & คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 8/2567)
สรุปสกัดจากตัวบทจริง 100% แบบตารางเทียบหมัดต่อหมัด พร้อมชี้จุดหลอกในห้องสอบสำหรับเปิดอ่านทบทวนออนไลน์ควบคู่กับการฝึกทำข้อสอบรายมาตรา (สงวนลิขสิทธิ์สำหรับอ่านออนไลน์เท่านั้น)
ตารางที่ 1: โครงสร้าง "สำนักงานศาลยุติธรรม" และ "เลขาธิการฯ" (มาตรา 1 – มาตรา 9)
| ประเด็นที่ออกสอบ | เลขมาตรา | สาระสำคัญตามตัวบทจริง (100%) | จุดหลอกในห้องสอบ |
|---|---|---|---|
| วันบังคับใช้ & หลักความเป็นอิสระของผู้พิพากษา | มาตรา 2, 3 |
• ใช้บังคับเมื่อพ้น 60 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา • ผู้มีอำนาจตาม พ.ร.บ. นี้ จะใช้หรือกระทำการใดให้กระทบกระเทือนอำนาจการพิจารณาพิพากษาคดีของผู้พิพากษามิได้ |
ระวังหลอกเรื่องวันบังคับใช้ (ต้องพ้น 60 วัน ไม่ใช่วันถัดไป) |
| บทนิยามคณะกรรมการหลัก & ประเภทข้าราชการ | มาตรา 4 (เชื่อม พ.ร.บ.ตุลาการฯ ม.6) |
• ก.บ.ศ. = คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม / ก.ศ. = คณะกรรมการข้าราชการศาลยุติธรรม / ก.ต. = คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม • ข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม (พ.ร.บ.ตุลาการฯ ม.6) แบ่งเป็น 3 ประเภท: (1) ข้าราชการตุลาการ [ผู้พิพากษา] (2) ดะโต๊ะยุติธรรม (3) ข้าราชการศาลยุติธรรม [ทำหน้าที่ธุรการ งานวิชาการ และงานสนับสนุนการพิจารณาพิพากษาคดี] |
ระวัง! สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนโอนไปสังกัดกระทรวงยุติธรรมตั้งแต่ปี 2545 แล้ว ไม่อยู่ในสังกัดสำนักงานศาลยุติธรรม! |
| ฐานะและการแบ่งส่วนราชการ "สำนักงานศาลยุติธรรม" | มาตรา 5 |
• เป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล • การแบ่งส่วนราชการภายในและกำหนดอำนาจหน้าที่ ให้ทำเป็น "ประกาศ ก.บ.ศ." เมื่อได้รับความเห็นชอบจากประธานศาลฎีกา และประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้ |
ไม่ได้ทำเป็น พ.ร.ฎ. ต้องเป็น "ประกาศ ก.บ.ศ. + ประธานศาลฎีกาเห็นชอบ" |
| อำนาจหน้าที่สำนักงานศาลฯ & เจ้าหน้าที่ประจำศาล | มาตรา 6, 7 |
• ม.6: รับผิดชอบ (1) งานธุรการของศาลยุติธรรม (2) งานส่งเสริมงานตุลาการ (3) งานวิชาการ • ม.7: จัดให้มีเจ้าหน้าที่ประจำศาลยุติธรรมทุกแห่งให้เพียงพอ ทั้งนี้ จำนวนและระดับของเจ้าหน้าที่ให้เป็นไปตามที่ "ก.ศ." กำหนด |
จำนวนและระดับของเจ้าหน้าที่ประจำศาล เป็นอำนาจ "ก.ศ." กำหนด (ไม่ใช่ ก.บ.ศ.) |
| เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม & คำวินิจฉัยศาล รธน. ที่ 8/2567 | มาตรา 8, 22(1) |
• เป็น ข้าราชการศาลยุติธรรม ขึ้นตรงต่อ ประธานศาลฎีกา วาระดำรงตำแหน่งคราวละ 2 ปี (ต่อได้ไม่เกิน 2 คราวติดต่อกัน) • คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 8/2567 (5 มิ.ย. 2567): วินิจฉัยว่า มาตรา 22 (1) เฉพาะในส่วนที่ให้ ก.ต. มีอำนาจดำเนินการทางวินัยเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 26, 27, 193 และ 196 (การบริหารงานบุคคลและวินัยของข้าราชการศาลยุติธรรมเป็นอำนาจหน้าที่ของ ก.ศ.) |
การบรรจุ แต่งตั้ง เลื่อนขั้นเงินเดือน พ้นจากตำแหน่ง: ประธานศาลฎีกาดำเนินการด้วยความเห็นชอบของ ก.ต. แต่อำนาจดำเนินการทางวินัยต้องเป็นไปตามระบบ ก.ศ. ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 8/2567! |
ตารางที่ 2: เปรียบเทียบหมัดต่อหมัด "ก.บ.ศ." vs "ก.ศ." (มาตรา 10 – มาตรา 21)
| หัวข้อเปรียบเทียบ | คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม (ก.บ.ศ.) [ม.10–17] | คณะกรรมการข้าราชการศาลยุติธรรม (ก.ศ.) [ม.18–21] |
|---|---|---|
| ประธานกรรมการ | ⭐ ประธานศาลฎีกา (เป็นประธานโดยตำแหน่ง) | ⭐ ประธานศาลอุทธรณ์ (เป็นประธานโดยตำแหน่ง) |
| จำนวนกรรมการทั้งหมด | 15 ถึง 17 คน (ประธานศาลฎีกา 1 + ตุลาการชั้นศาลละ 4 คน รวม 12 + ผู้ทรงคุณวุฒิไม่น้อยกว่า 2 แต่ไม่เกิน 4 คน) | ไม่เกิน 15 คน [สูตร 4 - 3 - 5 - ไม่เกิน 3] (โดยตำแหน่ง 4 + ตุลาการที่ ก.ต. แต่งตั้งชั้นศาลละ 1 รวม 3 + ข้าราชการศาลยุติธรรมเลือกกันเอง 5 + ผู้ทรงคุณวุฒิไม่เกิน 3) |
| เลขานุการ | เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เป็นเลขานุการ (ไม่ได้เป็นกรรมการใน ก.บ.ศ.) | ก.ศ. แต่งตั้งข้าราชการศาลยุติธรรม เป็นเลขานุการ (ส่วนเลขาธิการฯ เป็นกรรมการโดยตำแหน่งใน ก.ศ.) |
| วาระ & การเลือกซ่อม | วาระ คราวละ 2 ปี ติดต่อกันไม่เกิน 2 วาระ / หากว่างก่อนครบวาระต้องเลือกซ่อมภายใน 30 วัน เว้นแต่วาระเหลือไม่ถึง 90 วัน (คือเลือกซ่อมเมื่อวาระเหลือไม่น้อยกว่า 90 วัน) | |
| การลงนามระเบียบ/ประกาศ | ประธาน ก.บ.ศ. ลงนาม + ประกาศในราชกิจจานุเบกษา | ประธาน ก.ศ. ลงนาม + ต้องได้รับความเห็นชอบจาก ก.บ.ศ. + ประกาศในราชกิจจานุเบกษา |
ตารางที่ 3: สรุปเก็งจุดออกสอบ "พระธรรมนูญศาลยุติธรรม" (มาตรา 1 – มาตรา 33)
| ประเด็นที่ออกสอบ | เลขมาตรา | สาระสำคัญตามตัวบทจริง (100%) | จุดหลอกในห้องสอบ |
|---|---|---|---|
| ชั้นศาล & การตั้งแผนก/สาขาศาล | ม.1 – ม.4, ม.16 |
• ศาลยุติธรรมมี 3 ชั้น (ศาลชั้นต้น, ศาลชั้นอุทธรณ์, ศาลฎีกา) • ตั้งแผนกคดี / เปิดสาขาศาล / กำหนดสถานที่ตั้งศาล (ม.4) = ทำเป็น "ประกาศ ก.บ.ศ." • เปลี่ยนแปลงเขตอำนาจศาลชั้นต้น (ม.16 วรรคหนึ่ง) = ตราเป็น "พระราชกฤษฎีกา" |
ระวังสลับกันระหว่าง ประกาศ ก.บ.ศ. (ม.4) กับ พ.ร.ฎ. (ม.16 วรรคหนึ่ง) |
| จำนวนผู้พิพากษา & รองผู้บริหารศาล | ม.7 – ม.8, ม.13 |
• ก.บ.ศ. เป็นผู้กำหนดจำนวนผู้พิพากษาในศาลยุติธรรม (ม.7) • รองประธานศาลฎีกา ศาลละ 1 คน (เพิ่มได้ไม่เกิน 6 คน) / รองประธานศาลอุทธรณ์, รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค, รองอธิบดีฯ ศาลละ 1 คน (เพิ่มได้ไม่เกิน 3 คน) / รองอธิบดีผู้พิพากษาภาค (ม.13) ภาคละ 3 คน (เพิ่มได้ไม่เกิน 6 คน) โดย ก.บ.ศ. เห็นชอบโดยประธานศาลฎีกา |
ผู้กำหนดจำนวนผู้พิพากษาในศาล (ม.7) คือ ก.บ.ศ. (ไม่ใช่ ก.ต.) และห้ามผู้พิพากษาอาวุโส/ผู้พิพากษาประจำศาลทำการแทนผู้บริหารศาล! |
| อำนาจผู้พิพากษาคนเดียว & ศาลแขวง | ม.17, ม.24 – ม.25 |
• ม.24 (ทุกชั้นศาล): ออกหมายเรียก หมายอาญา และออกคำสั่งที่มิใช่ชี้ขาดข้อพิพาท • ม.25 (ศาลชั้นต้น): คดีแพ่งทุนทรัพย์ไม่เกิน 300,000 บาท (ขยายได้โดย พ.ร.ฎ.) / คดีอาญาโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท (แต่ลงโทษจริงคนเดียวห้ามจำคุกเกิน 6 เดือน หรือปรับเกิน 10,000 บาท) |
ผู้พิพากษาประจำศาล ไม่มีอำนาจตาม ม.25 (3) ไต่สวนมูลฟ้องอาญา, (4) คดีแพ่ง และ (5) คดีอาญา! |
| องค์คณะผู้พิพากษา & การเรียกคืนสำนวน | ม.26 – ม.27, ม.33 |
• ศาลชั้นต้นทั่วไป (ม.26): อย่างน้อย 2 คน (มีผู้พิพากษาประจำศาลได้ไม่เกิน 1 คน) • ศาลชั้นอุทธรณ์ & ศาลฎีกา (ม.27): อย่างน้อย 3 คน • การเรียกคืน/โอนสำนวน (ม.33): ต้องกระทบต่อความยุติธรรม + รองฯ อาวุโสสูงสุดเสนอความเห็น |
ม.33 วรรคสาม: ห้ามมิให้ "ผู้ทำการแทน" มีอำนาจเรียกคืนหรือโอนสำนวนคดีเด็ดขาด! |
ตารางที่ 4: สรุปเก็งจุดออกสอบ "พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543" (ม.1 – ม.84 แก้ไขถึงฉบับที่ 9 พ.ศ. 2565)
| ประเด็นที่ออกสอบ | เลขมาตรา | สาระสำคัญตามตัวบทจริง (100%) | จุดหลอกในห้องสอบ |
|---|---|---|---|
| 3 ประเภทข้าราชการฝ่ายตุลาการ & เกษียณอายุ | ม.6, ม.8/1, ม.10 |
• แบ่งเป็น 3 ประเภท: (1) ข้าราชการตุลาการ [รวมผู้ช่วยผู้พิพากษา] (2) ดะโต๊ะยุติธรรม (3) ข้าราชการศาลยุติธรรม [ธุรการ] • ข้าราชการตุลาการพ้นจากราชการเมื่อสิ้นปีงบประมาณที่มีอายุครบ 70 ปีบริบูรณ์ (ม.8/1) • วันหยุดและการลา กำหนดโดยประธานศาลฎีกาโดยความเห็นชอบของ ก.บ.ศ. (ม.10) |
ผู้ช่วยผู้พิพากษา ถือเป็น "ข้าราชการตุลาการ" แล้วตาม ม.6(1) และต้องอบรมไม่น้อยกว่า 1 ปี จึงแต่งตั้งเป็นผู้พิพากษาประจำศาล (ม.15) |
| การสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา 3 สนาม & การลาออก | ม.26–29, ม.32–33 |
• 3 สนาม: สอบคัดเลือก (สนามใหญ่ ม.26 อายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี + สามัญสมาชิกเนติฯ) / ทดสอบความรู้ (สนามเล็ก ม.28) / คัดเลือกพิเศษ (สนามจิ๋ว ม.29) • การลาออกยื่นต่อประธานศาลฎีกา ยับยั้งได้ไม่เกิน 90 วัน (ม.33) |
พ.ร.บ. ฉบับที่ 9 พ.ศ. 2565 ยกเลิกเหตุพ้นตำแหน่งกรณี "วุฒิสภามีมติถอดถอน" ใน ม.32 แล้ว! |
| คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) | ม.36 – ม.51 |
• จำนวน 15 คน: ประธานศาลฎีกาเป็นประธาน (1) + ตุลาการแต่ละชั้นศาลรวม 12 คน (ศาลฎีกา 6 คน / ศาลชั้นอุทธรณ์ 4 คน / ศาลชั้นต้น 2 คน ตาม ม.36(2)) + ผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกซึ่งข้าราชการตุลาการทุกชั้นศาล (เว้นแต่ผู้ช่วยผู้พิพากษา) เป็นผู้เลือก (2 คน อายุไม่ต่ำกว่า 40 ปี ตามฉบับที่ 7 พ.ศ. 2561) • เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เป็นเลขานุการ ก.ต. / องค์ประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง (8 คน) |
อัปเดตฉบับที่ 7 พ.ศ. 2561: ก.ต. ผู้ทรงคุณวุฒิบุคคลภายนอก 2 คน ไม่ได้มาจากวุฒิสภาเลือกแล้ว แต่มาจากผู้พิพากษาทุกชั้นศาล (เว้นแต่ผู้ช่วยฯ) เป็นผู้เลือก! |
| ดะโต๊ะยุติธรรม & วินัยและการร้องทุกข์ | ม.52–54, ม.76, ม.84 |
• ดะโต๊ะยุติธรรม (ม.52): อายุไม่ต่ำกว่า 30 ปีบริบูรณ์ ชี้ขาดข้อกฎหมายอิสลามเกี่ยวด้วยครอบครัวและมรดก วุฒิภาษาไทยไม่ต่ำกว่า ม.ต้น (ม.3) • โทษวินัย 5 สถาน (ม.76): (1) ไล่ออก (2) ปลดออก (3) ให้ออก (4) งดเลื่อนตำแหน่งหรืองดเลื่อนเงินเดือน [ไม่เกิน 3 ปี] (5) ภาคทัณฑ์ • การร้องทุกข์ (ม.84): ร้องทุกข์ต่อ ก.ต. ภายใน 2 ปี |
ระวัง! โทษวินัยข้าราชการตุลาการ ไม่มี "ตัดเงินเดือน/ลดเงินเดือน" แต่เป็น "ให้ออก / งดเลื่อนตำแหน่งหรืองดเลื่อนเงินเดือน" แทน! |
ตารางที่ 5: สรุปเก็งจุดออกสอบ "พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551" (ม.1 – ม.127 แก้ไขถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2562)
| ประเด็นที่ออกสอบ | เลขมาตรา | สาระสำคัญตามตัวบทจริง (100%) | จุดหลอกในห้องสอบ |
|---|---|---|---|
| ก.พ. vs ก.พ.ค. | ม.6–33 |
• ก.พ.: นายกฯ หรือรองนายกฯ ที่นายกฯ มอบหมายเป็นประธาน + กรรมการโดยตำแหน่ง 3 คน (ปลัดคลัง, ผอ.สำนักงบฯ, เลขาฯ สภาพัฒน์) + ผู้ทรงคุณวุฒิ 5–7 คน (วาระ 3 ปี) + เลขาธิการ ก.พ. เป็นกรรมการและเลขานุการ • ก.พ.ค.: จำนวน 7 คน ทำงานเต็มเวลา อายุไม่ต่ำกว่า 45 ปี วาระ 6 ปี (วาระเดียว) มีเลขาธิการ ก.พ. เป็นเลขานุการ (ไม่เป็นกรรมการ) |
ประธานคณะกรรมการคัดเลือก ก.พ.ค. (ม.26) คือ "ประธานศาลปกครองสูงสุด" (ไม่ใช่ประธานศาลฎีกา) และออกกฎ ก.พ.ค. ได้โดยไม่ต้องขออนุมัติ ครม. |
| 4 ประเภทตำแหน่ง 13 ระดับ & คุณสมบัติ ม.36 | ม.36, ม.45–46 |
• 4 ประเภทตำแหน่ง: บริหาร (ต้น/สูง), อำนวยการ (ต้น/สูง), วิชาการ (ปฏิบัติการ/ชำนาญการ/ชำนาญการพิเศษ/เชี่ยวชาญ/ทรงคุณวุฒิ), ทั่วไป (ปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน/อาวุโส/ทักษะพิเศษ) • ยกเว้นลักษณะต้องห้าม ข.(2)(3) หรือ ค. ใช้มติลับ ก.พ. ไม่น้อยกว่า 4 ใน 5 ของกรรมการที่มาประชุม (ปลดออก/ให้ออกพ้นเกิน 2 ปี, ไล่ออกพ้นเกิน 3 ปี และมิใช่เพราะทุจริต) |
การทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ (ม.59) ต้องไม่น้อยกว่า 6 เดือน แต่ไม่เกิน 1 ปี (หากถูกสั่งให้ออกระหว่างทดลองงาน ไม่ถือว่าเคยเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ) |
| โทษทางวินัย 5 สถาน, อายุความ ม.100 & อุทธรณ์ | ม.88, ม.96, ม.100, ม.114 |
• โทษวินัย 5 สถาน (ม.88): ภาคทัณฑ์, ตัดเงินเดือน, ลดเงินเดือน, ปลดออก, ไล่ออก (งดโทษตาม ม.96 โดยทำทัณฑ์บนเป็นหนังสือหรือว่ากล่าวตักเตือน) • อายุความ ม.100 (ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2562): กล่าวหาหลังออกจากราชการ ต้องเริ่มสอบสวนภายใน 1 ปี และสั่งลงโทษภายใน 3 ปี นับแต่วันออกจากราชการ • การอุทธรณ์ (ม.114): อุทธรณ์ต่อ ก.พ.ค. ภายใน 30 วัน (ฟ้องศาลปกครองสูงสุดต่อได้ภายใน 90 วัน) |
เทียบให้แม่น! โทษวินัย ก.พ. (และข้าราชการศาลยุติธรรมฝ่ายธุรการ) มี "ตัดเงินเดือน / ลดเงินเดือน" และอุทธรณ์ต่อ ก.พ.ค./ก.ศ. ภายใน 30 วัน! |
ตารางที่ 6: สรุปเก็งจุดออกสอบ "ข้อ 2 เจ้าหน้าที่ศาลยุติธรรมปฏิบัติงาน" (120 คะแนน • ครบทั้ง 2.1, 2.2, 2.3)
สรุปงานธุรการศาลยุติธรรม (2.1) + ประมวลระเบียบราชการฝ่ายตุลาการ & ข้อกำหนดประธานศาลฎีกา (2.2) + ระเบียบงานสารบรรณ 2526 (2.3)
| หมวดวิชา (ข้อ 2 เจ้าหน้าที่ศาลฯ) | พิกัดระเบียบ/กฎหมาย | สาระสำคัญและตัวเลขที่ออกสอบบ่อยที่สุด (100%) | จุดหลอกในห้องสอบ |
|---|---|---|---|
| 2.1 งานรับฟ้อง, สารบบความ & หมายอาญา 5 ชนิด | ป.วิ.พ. / ป.วิ.อ. ม.57 / ระเบียบสำนวน 2557 |
• คดีหมายเลขดำ = รับฟ้องลงสารบบความ / คดีหมายเลขแดง = ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีเสร็จเด็ดขาด (ลงสารบบคำพิพากษา) • หมายอาญา 5 ชนิด (ป.วิ.อ. ม.57): (1) หมายจับ (2) หมายค้น (3) หมายขัง [ระหว่างสอบสวน/ไต่สวน/พิจารณา] (4) หมายจำคุก [เมื่อมีคำพิพากษาให้จำคุก] (5) หมายปล่อย • ฝากขัง (ป.วิ.อ. ม.87): โทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 6 เดือน สั่งขังได้ ครั้งเดียว ไม่เกิน 7 วัน / โทษจำคุกอย่างสูงเกิน 6 เดือนแต่ไม่ถึง 10 ปี ฝากได้ครั้งละไม่เกิน 12 วัน รวม ไม่เกิน 48 วัน (4 ฝาก) / โทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ฝากได้ครั้งละไม่เกิน 12 วัน รวม ไม่เกิน 84 วัน (7 ฝาก) |
"หมายเรียก" ไม่ใช่หมายอาญา! และเจ้าหน้าที่ศาลจะสั่งไม่รับคำฟ้องเองไม่ได้ ต้องทำบันทึกเสนอผู้พิพากษาสั่งเท่านั้น! |
| 2.1 การส่งคำคู่ความ, อุทธรณ์–ฎีกา & ปลดทำลายสำนวน | ป.วิ.พ. ม.79, 229 / ระเบียบ ก.บ.ศ. 2552 |
• ปิดหมาย (ป.วิ.พ. ม.79): มีผลเมื่อกำหนดเวลาได้ล่วงพ้นไปแล้ว 15 วัน นับแต่วันปิด • ยื่นอุทธรณ์/ฎีกา: ภายใน 1 เดือน นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น (นำเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมอุทธรณ์) • ปลดทำลายสำนวนความ (ระเบียบ ก.บ.ศ. 2552): สำรวจในเดือนมกราคม, คดีแพ่ง/อาญาถึงที่สุดเกิน 10 ปี (ฝากขัง/ประเด็น/หมายจับ-ค้นเกิน 5 ปี, ไกล่เกลี่ยไม่สำเร็จเก็บ 1 ปี), ปิดประกาศที่ศาลไม่น้อยกว่า 60 วัน |
คำพิพากษา/คำสั่งชี้ขาดและสารบบคำพิพากษา ห้ามปลดทำลาย (เก็บตลอดไป)! เว้นแต่จัดเก็บอิเล็กทรอนิกส์ครบถ้วนและพ้น 10 ปี |
| 2.2 ประมวลระเบียบราชการฝ่ายตุลาการ & ข้อกำหนดประธานศาลฎีกา | พ.ร.บ.ให้ใช้ฯ ม.5 / e-Filing / e-Notice / ม.20 ตรี |
• ประมวลระเบียบราชการฝ่ายตุลาการฯ: ผู้มีอำนาจวางระเบียบคือ ประธานศาลฎีกา / การแก้ไขข้อความในสำนวนต้อง ขีดฆ่าให้เห็นรอยเดิมและลงชื่อกำกับ (ห้ามขูดลบหรือใช้น้ำยาลบคำผิด!) / กักขังแทนค่าปรับคิดอัตรา 500 บาทต่อ 1 วัน (ห้ามกักขังเกิน 1 ปี เว้นแต่ปรับตั้งแต่ 200,000 บาทขึ้นไปไม่เกิน 2 ปี) • e-Filing (ข้อกำหนดประธานศาลฎีกาฯ ข้อ 9): ยื่นได้ตลอด 24 ชั่วโมง (หากยื่นเสร็จสมบูรณ์นอกเวลาทำการปกติหลัง 16.30 น. หรือในวันหยุด ให้ถือว่าเป็นการยื่นในเวลาแรกของวันทำการปกติถัดไป ดังนั้นวันสุดท้ายของอายุความต้องยื่นให้เสร็จสมบูรณ์ก่อน 16.30 น.) • e-Notice: ประกาศนัดไต่สวนออนไลน์ มีผลเมื่อพ้น 15 วัน นับแต่วันประกาศ / ไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง (ป.วิ.พ. ม.20 ตรี): ไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาล และหากตกลงกันได้ คู่กรณีอาจขอให้ศาลมีคำพิพากษาตามยอมในวันนั้นได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาล (หากไกล่เกลี่ยไม่สำเร็จและอายุความครบกำหนดในระหว่างไกล่เกลี่ยหรือจะครบภายใน 60 วัน ให้อายุความขยายออกไปอีก 60 วันนับแต่วันที่ศาลสั่งจำหน่ายคำร้อง)! |
ระวังหลอกเรื่องวันสุดท้ายของอายุความในระบบ e-Filing (ต้องยื่นก่อน 16.30 น. ไม่ใช่เที่ยงคืน!) และห้ามใช้น้ำยาลบคำผิดในสำนวนความเด็ดขาด! |
| 2.3 ระเบียบสำนักนายกฯ ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (ถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564) | ข้อ 1 – ข้อ 89 & ภาคผนวก |
• ผู้รักษาการ (ข้อ 8) = ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี / รหัสพยัญชนะสำนักงานศาลยุติธรรม = ศย (หนังสือเวียนต่อท้ายด้วย ว) • หนังสือราชการมี 6 ลักษณะ (ข้อ 9) และ 6 ชนิด (ข้อ 10): (1) ภายนอก (2) ภายใน [กระดาษบันทึกข้อความ] (3) ประทับตรา [ใช้คำว่า "ถึง" ประทับตราแดงทับชื่อส่วนราชการ] (4) สั่งการ 3 ชนิด [คำสั่ง/ระเบียบ/ข้อบังคับ] (5) ประชาสัมพันธ์ 3 ชนิด [ประกาศ/แถลงการณ์/ข่าว] (6) ที่เจ้าหน้าที่ทำขึ้นหรือรับไว้เป็นหลักฐาน 4 ชนิด [หนังสือรับรอง/รายงานการประชุม/บันทึก/หนังสืออื่น] • ชั้นความเร็ว 3 ประเภท (ข้อ 28): ด่วนที่สุด / ด่วนมาก / ด่วน (ตัวอักษรสีแดงไม่เล็กกว่า 32 พอยต์) • อายุการเก็บหนังสือ (ข้อ 55, ข้อ 57–58 และข้อ 73): เก็บปกติไม่น้อยกว่า 10 ปี / ประวัติศาสตร์เก็บตลอดไปประทับ "ห้ามทำลาย" สีแดงไม่เล็กกว่า 24 พอยต์ (เก็บมีกำหนดเวลาประทับ "เก็บถึง พ.ศ. ..." สีน้ำเงินไม่เล็กกว่า 24 พอยต์) / คู่สำเนาและการเงินไม่น้อยกว่า 5 ปี / สามัญไม่น้อยกว่า 1 ปี (ครบ 20 ปีส่งหอจดหมายเหตุฯ ภายใน 31 ม.ค. ปีถัดไป) • การสำรวจทำลาย (ข้อ 66–70): สำรวจภายใน 60 วันหลังสิ้นปีปฏิทิน, ตั้งกรรมการไม่น้อยกว่า 3 คน, แจ้งหอจดหมายเหตุแห่งชาติพิจารณาภายใน 60 วัน |
เทียบสีและขนาดตัวอักษรให้แม่น: ชั้นความเร็ว = สีแดง 32 pt / ห้ามทำลาย = สีแดง 24 pt / เก็บถึง พ.ศ. ... = สีน้ำเงิน 24 pt / กระดาษ 60 กรัม vs ซอง 80 กรัม / ฟอนต์ TH SarabunPSK 16 pt! |
ตารางที่ 7: สรุปเก็งจุดออกสอบ "ข้อ 2 นิติกรปฏิบัติการ (100 คะแนน) & เจ้าพนักงานคดีปฏิบัติการ (120 คะแนน)"
สรุป ป.พ.พ./ป.วิ.พ. + ป.อ./ป.วิ.อ. + ละเมิดเจ้าหน้าที่ 2539 + สินค้าไม่ปลอดภัย/ข้อสัญญาไม่เป็นธรรม + วิ.ผู้บริโภค (คำวินิจฉัยศาล รธน. 2/2569) + วิ.ทุจริต 2559 + คำแนะนำ AI 2568
| หมวดวิชาเฉพาะตำแหน่ง | พิกัดมาตราสำคัญ | สาระสำคัญตามตัวบทและแนวคำพิพากษาฎีกา (100%) | จุดหลอกในห้องสอบ |
|---|---|---|---|
| ป.พ.พ. & ป.วิ.พ. (นิติกร & เจ้าพนักงานคดี) | ป.พ.พ. (ฉ.24–25) / ป.วิ.พ. ม.20 ตรี & ฉ.33 พ.ศ. 2568 |
• สมรสเท่าเทียม (ป.พ.พ. ฉ.24 พ.ศ. 2567): อายุขั้นต่ำในการหมั้น/สมรส/บรรลุนิติภาวะด้วยการสมรส ปรับเป็น 18 ปีบริบูรณ์ / ป.พ.พ. ฉ.25 พ.ศ. 2568 (ม.1567(2)): ทำโทษบุตรต้องไม่เป็นการทารุณกรรมหรือทำร้ายด้วยความรุนแรงต่อร่างกายหรือจิตใจ / ค้ำประกัน (ม.681/1, 686): ข้อตกลงให้ผู้ค้ำประกันที่เป็นบุคคลธรรมดารับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมเป็นโมฆะ บอกกล่าวภายใน 60 วัน • ไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง (ป.วิ.พ. ม.20 ตรี): ไม่เสียค่าขึ้นศาล / ป.วิ.พ. ฉ.33 พ.ศ. 2568 (ค่าธรรมเนียมบังคับคดี): ลดค่าขายทอดตลาดเหลือ 2%, ลดค่าจ่ายเงินยึด/อายัดเหลือ 1%, และยกเลิกค่าธรรมเนียมถอนการยึด/อายัด |
หากนิติบุคคลเป็นผู้ค้ำประกัน สามารถตกลงรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมได้ (ไม่เป็นโมฆะ)! และระวังหลอกอัตราค่าธรรมเนียมบังคับคดีเดิม (3%/2%)! |
| ป.อ., ป.วิ.อ. & ลักษณะงานนิติกร (ละเมิดเจ้าหน้าที่ 2539) | ป.อ. ม.30 / ป.วิ.อ. ม.46, 119 / พ.ร.บ.ละเมิดฯ ม.5, 8–10 / พินัย 2566 |
• กักขังแทนค่าปรับ (ป.อ. ม.30): คิดอัตรา 500 บาทต่อ 1 วัน ห้ามกักขังเกิน 1 ปี (เว้นแต่ปรับตั้งแต่ 200,000 บาทขึ้นไป ไม่เกิน 2 ปี) / คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญา (ป.วิ.อ. ม.46): ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีส่วนอาญา / บังคับคดีผู้ประกัน (ม.119) บังคับได้ทันทีโดยไม่ต้องฟ้องคดีใหม่ • พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ 2539: กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ผู้เสียหายต้องฟ้องหน่วยงานของรัฐโดยตรง (ห้ามฟ้องเจ้าหน้าที่ ม.5) / ไล่เบี้ยเจ้าหน้าที่ได้เฉพาะกรณีจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โดยไม่นำหลักลูกหนี้ร่วมมาใช้บังคับ (ม.8 วรรคสี่) อายุความไล่เบี้ย 2 ปี / ข้อบังคับประธานศาลฎีกาว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีความผิดทางพินัย พ.ศ. 2566: ใช้ระบบไต่สวน ไม่เสียค่าธรรมเนียมศาล |
ระวังหลอกเรื่องลูกหนี้ร่วม! เจ้าหน้าที่หลายคนที่ทำละเมิดร่วมกัน รับผิดเฉพาะส่วนของตนเท่านั้น (ห้ามใช้หลักลูกหนี้ร่วมเด็ดขาดตาม ม.8 วรรคสี่)! |
| สินค้าไม่ปลอดภัย 2551, ข้อสัญญาไม่เป็นธรรม 2540 & วิ.ผู้บริโภค 2551 | สินค้าฯ ม.5, 11–12 / วิ.ผู้บริโภค ม.13, 17–18, 29, 42 |
• สินค้าไม่ปลอดภัย 2551: รับผิดโดยเคร่งครัด (Strict Liability ม.5) / ค่าเสียหายเชิงลงโทษเพิ่มขึ้นไม่เกิน 2 เท่า (ม.11) / อายุความ 3 ปี นับแต่รู้ถึงความเสียหายและรู้ตัวผู้ประกอบการ แต่ไม่เกิน 10 ปี นับแต่วันขาย (ม.12) • วิ.ผู้บริโภค 2551: ผู้ประกอบธุรกิจฟ้องผู้บริโภคต้องฟ้องต่อศาลที่ผู้บริโภคมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลเท่านั้น (ม.17) / ภาระการพิสูจน์เรื่องการผลิตหรือคุณภาพตกอยู่แก่ผู้ประกอบธุรกิจ (ม.29) / ค่าเสียหายเชิงลงโทษ (ม.42) ไม่เกิน 2 เท่า (แต่ถ้าทุนทรัพย์ไม่เกิน 50,000 บาท กำหนดได้ไม่เกิน 5 เท่า) / คำวินิจฉัยศาล รธน. ที่ 2/2569 วินิจฉัยว่า มาตรา 42 วรรคหนึ่ง (ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ) ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26, 27 และ 37 |
ผู้ประกอบธุรกิจจะฟ้องผู้บริโภคที่ศาลแห่งท้องที่ที่มูลคดีเกิดไม่ได้เด็ดขาด! ม.17 บังคับให้ฟ้องที่ศาลภูมิลำเนาของผู้บริโภคเพียงแห่งเดียว! |
| วิ.ทุจริต 2559 & คำแนะนำ AI 2568 | วิ.ทุจริต ม.6, 7, 13–14, 38–42, 44–46 / คำแนะนำ AI 2568 |
• ระบบไต่สวน (ม.6) & อายุความเมื่อหลบหนี (ม.13): ศาลใช้ระบบไต่สวนโดยมีเจ้าพนักงานคดี (ม.7) ช่วยแสวงหาข้อเท็จจริง / หากจำเลยหลบหนี มิให้นับระยะเวลาที่หลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความ และไม่นำกำหนดเวลาล่วงเลยการลงโทษตาม ป.อ. ม.98 มาใช้บังคับ • การอุทธรณ์ (ม.38–42) & ฎีกา (ม.44–46): ยื่นอุทธรณ์ภายใน 1 เดือน (ม.38) โดยจำเลยซึ่งมิได้ถูกคุมขังต้องมาแสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นอุทธรณ์ (ม.40) / คำพิพากษาศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตฯ ให้เป็นที่สุด (ม.42 วรรคหนึ่ง) เว้นแต่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาภายใน 1 เดือน โดยองค์คณะผู้พิพากษาในศาลฎีกาอย่างน้อย 4 คน [รองประธานศาลฎีกา 1 + ผู้พิพากษาไม่ต่ำกว่าชั้นศาลฎีกาอย่างน้อย 3 คน] (ม.44–45) • คำแนะนำประธานศาลฎีกาเรื่อง AI พ.ศ. 2568: ห้ามนำข้อมูลส่วนบุคคลหรือความลับในสำนวนไปป้อนใน Public AI และต้องตรวจสอบความถูกต้องของตัวบท/เลขฎีกาจากฐานข้อมูลทางการทุกครั้ง |
ในคดีทุจริตฯ หากจำเลยซึ่งมิได้ถูกคุมขังไม่มาแสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาลขณะยื่นอุทธรณ์ตาม ม.40 ทนายความจำเลยจะยื่นอุทธรณ์แทนลำพังไม่ได้เด็ดขาด! |
ตารางที่ 8: สรุปเก็งจุดออกสอบ "ข้อ 2 นักวิชาการเงินและบัญชีปฏิบัติการ (140 คะแนน)"
สรุป พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ 2561 + ระเบียบ ก.บ.ศ. การเงิน 2545 / งบประมาณ 2544 / เงินค่าธรรมเนียมศาล-ค่าปรับ-เงินกลาง 2556 + มาตรฐานการบัญชีภาครัฐ 2561 + สวัสดิการ/เดินทาง/ฝึกอบรม ศย.
| หมวดวิชาการเงินและบัญชี | พิกัดมาตรา/ข้อ | สาระสำคัญและตัวเลขที่ออกสอบบ่อยที่สุด (100%) | จุดหลอกในห้องสอบ |
|---|---|---|---|
| พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 | ม.10–16, ม.23, ม.61–62, ม.70–72 |
• คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ (ม.10): นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน, รมว.คลัง เป็นรองประธาน, ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เป็นเลขานุการ (แผนการคลังระยะปานกลางมีระยะเวลาไม่น้อยกว่า 3 ปี ตาม ม.15–16) • เงินนอกงบประมาณ (ม.61–62): ต้องนำฝากกระทรวงการคลัง เว้นแต่มีกฎหมายกำหนดหรือทำความตกลงกับกระทรวงการคลัง / รายงานการเงินประจำปี (ม.70, 72) ส่ง สตง. และกรมบัญชีกลางภายใน 60 วัน นับแต่วันสิ้นปีงบประมาณ (สตง. ตรวจให้เสร็จภายใน 180 วัน) |
ระวังหลอกเรื่องเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังฯ: คือ ผอ.สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ไม่ใช่ปลัดกระทรวงการคลัง! |
| ระเบียบ ก.บ.ศ. การเงิน 2545, งบประมาณ 2544 & เงินกลาง 2556 | การเงิน 2545 / งบประมาณ 2544 (ม.28 วิธีการงบประมาณฯ) / เงินกลาง 2556 (ฉ.4 พ.ศ. 2566) |
• ตู้นิรภัย & กรรมการเก็บรักษาเงิน: กุญแจอย่างน้อย 2 ดอก กรรมการเก็บรักษาเงินอย่างน้อย 2 คน ถือคนละดอก และห้ามเจ้าหน้าที่การเงินเป็นกรรมการเก็บรักษากุญแจตู้นิรภัยเด็ดขาด! / การเสนองบประมาณ (พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 ม.28): ศาลยุติธรรมสามารถยื่นคำขอแปรญัตติต่อคณะกรรมาธิการของรัฐสภาได้โดยตรง • เงินค่าธรรมเนียมศาล ค่าปรับ และเงินกลาง (ถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2566): ค่าธรรมเนียมศาลและค่าปรับนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน ส่วน "เงินกลาง" (เช่น เงินวางชำระหนี้ตามคำพิพากษา/เงินประกันตัว) เก็บรักษาไว้เพื่อจ่ายคืนผู้มีสิทธิผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (โอนเข้าบัญชีธนาคารโดยตรง) หากพ้นกำหนดเวลาไม่มีผู้ขอรับคืนจึงนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน |
เงินกลางไม่ใช่รายได้แผ่นดินในทันทีที่รับไว้! และห้ามเจ้าหน้าที่การเงินถือกุญแจตู้นิรภัยของกรรมการเก็บรักษาเงิน! |
| มาตรฐานการบัญชีภาครัฐ พ.ศ. 2561, บำเหน็จบำนาญ & สวัสดิการ/เดินทาง/ฝึกอบรม ศย. | เกณฑ์คงค้าง / PP&E 10,000 บาท / บำเหน็จบำนาญ 2494 & กบข. 2539 / พ.ร.ฎ.สวัสดิการ & เดินทาง |
• การบัญชีภาครัฐ: ใช้เกณฑ์คงค้าง (Accrual Basis) / สมการบัญชี สินทรัพย์ = หนี้สิน + สินทรัพย์สุทธิ/ส่วนทุน / ครุภัณฑ์รับรู้เป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนเมื่อมีอายุใช้งานเกิน 1 ปี และราคาต่อหน่วยตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป (ต่ำกว่า 10,000 บาทรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายทันที และที่ดินไม่คิดค่าเสื่อมราคา)• บำเหน็จบำนาญ 2494 & กบข. 2539: เวลาราชการ 25 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป (หรือเหตุสูงอายุ 50 ปี/ทุพพลภาพ/ทดแทนตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป) มีสิทธิรับบำนาญ / สูตรบำนาญสมาชิก กบข. = เงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย × ปีเวลาราชการ ÷ 50 (ไม่เกิน 70%) / บำเหน็จตกทอด = 30 เท่าของบำนาญรายเดือน • สวัสดิการค่ารักษาพยาบาล & การศึกษาบุตร: เบิกได้สำหรับตนเอง คู่สมรส บิดามารดา และบุตรชอบด้วยกฎหมายคนที่ 1–3 (ไม่รวมบุตรบุญธรรม) / เบี้ยเลี้ยงเดินทางไปราชการ: นับ 24 ชม. = 1 วัน, เศษเกิน 12 ชม. นับเป็น 1 วัน, เศษเกิน 6 ชม. แต่ไม่เกิน 12 ชม. นับเป็นครึ่งวัน |
พี่น้องร่วมบิดามารดาและบุตรบุญธรรม เบิกค่ารักษาพยาบาลไม่ได้! และครุภัณฑ์ต่ำกว่า 10,000 บาท รับรู้เป็นค่าใช้จ่ายทางบัญชีแต่ยังต้องลงทะเบียนคุมพัสดุ! |
ตารางที่ 9: สรุปเก็งจุดออกสอบ "ข้อ 2 นักวิชาการพัสดุปฏิบัติการ (140 คะแนน • ใช้สอบร่วมกับนักวิชาการเงินฯ)"
สรุป พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ 2560 + ระเบียบกระทรวงการคลังฯ 2560 + กฎกระทรวงวงเงิน 500,000 บาท / SMEs & Made in Thailand (MiT) / กฎกระทรวง พ.ศ. 2568 & ระบบ e-GP
| หมวดวิชาพัสดุภาครัฐ | พิกัดมาตรา/ข้อ | สาระสำคัญและตัวเลขที่ออกสอบบ่อยที่สุด (100%) | จุดหลอกในห้องสอบ |
|---|---|---|---|
| พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 | ม.20–45, ม.55–56, ม.109, ม.114–119 |
• ประธานคณะกรรมการ 5 คณะ: (1) นโยบาย = รมว.คลัง (2) วินิจฉัย = ปลัดคลัง (3) ราคากลาง = อธิบดีกรมบัญชีกลาง (4) ค.ป.ท. = ปลัดคลัง (5) พิจารณาอุทธรณ์ = ปลัดคลัง • วิธีการจัดซื้อจัดจ้าง 3 วิธี (ม.55): ประกาศเชิญชวนทั่วไป, คัดเลือก (เชิญไม่น้อยกว่า 3 ราย), เฉพาะเจาะจง / การอุทธรณ์ (ม.117): ยื่นต่อหน่วยงานภายใน 7 วันทำการ นับแต่วันประกาศผลใน e-GP (หน่วยงานพิจารณาใน 7 วันทำการ หากไม่เห็นพ้องส่งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 3 วันทำการ) |
การเลือกใช้วิธีการจัดซื้อจัดจ้าง หรือการยกเลิกการจัดซื้อจัดจ้างตาม ม.67 เป็นเรื่องต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ม.115! |
| ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างฯ พ.ศ. 2560 | ข้อ 11, ข้อ 162, ข้อ 168, ข้อ 213–215 |
• หลักประกันสัญญา (ข้อ 168): ร้อยละ 5 ของวงเงินตามสัญญา (สำคัญพิเศษไม่เกินร้อยละ 10) • อัตราค่าปรับ (ข้อ 162): ซื้อ/จ้างทั่วไป = ร้อยละ 0.01 – 0.20 ต่อวัน / งานก่อสร้างทั่วไป = ร้อยละ 0.10 ต่อวัน (แต่ต้องไม่ต่ำกว่าวันละ 100 บาท) / งานก่อสร้างกระทบจราจร = ร้อยละ 0.25 ต่อวัน / งานจ้างที่ปรึกษา = ร้อยละ 0.01 – 0.10 ต่อวัน • ตรวจสอบพัสดุประจำปี (ข้อ 213): เริ่มวันทำการแรกของปีงบประมาณถัดไป ให้เสร็จภายใน 30 วันทำการ / การจำหน่ายพัสดุโดยวิธีขาย (ข้อ 215): ให้ขายทอดตลาดเป็นหลัก เว้นแต่พัสดุที่ขายคราวเดียวกันมีราคาซื้อหรือได้มารวมกันไม่เกิน 500,000 บาท จะขายโดยวิธีตกลงราคาโดยไม่ต้องขายทอดตลาดก็ได้ |
ระวังสลับอัตราค่าปรับ! ซื้อ/จ้างทั่วไป = 0.01–0.20% ต่อวัน แต่ถ้าเป็นงานจ้างก่อสร้างทั่วไป = 0.10% ต่อวัน (คงที่ และไม่ต่ำกว่า 100 บาท/วัน)! |
| กฎกระทรวงวงเงิน, SMEs & MiT, กฎกระทรวง พ.ศ. 2568, การจัดหาที่ดิน & ระบบ e-GP | กฎกระทรวงวงเงิน 2560 / ฉ.2 พ.ศ. 2563 / พ.ศ. 2568 / ระเบียบฯ ข้อ 29 |
• วงเงินวิธีเฉพาะเจาะจง: ซื้อ/จ้างทั่วไป/ก่อสร้าง, จ้างที่ปรึกษา, และจ้างออกแบบหรือควบคุมงานก่อสร้าง = ครั้งหนึ่งไม่เกิน 500,000 บาท (เกิน 500,000 บาทใช้วิธีประกาศเชิญชวนทั่วไป e-market / e-bidding) • พัสดุส่งเสริมสนับสนุน (SMEs & MiT): ต้องใช้พัสดุที่ผลิตในประเทศ (MiT) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 (เหล็กก่อสร้างไม่น้อยกว่าร้อยละ 90) / แต้มต่อราคา MiT ไม่เกินร้อยละ 5 (บุคคลธรรมดา/นิติบุคคลไทยเทียบต่างชาติไม่เกินร้อยละ 3) และแต้มต่อราคา SMEs ไม่เกินร้อยละ 10 (พร้อมอัปเดตกฎกระทรวงกำหนดกรณีจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีเฉพาะเจาะจง พ.ศ. 2568) • การจัดหาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเฉพาะแห่ง (ม.56(2)(ง) & ระเบียบฯ ข้อ 29): ใช้วิธีเฉพาะเจาะจง โดยทำรายงานขอซื้อพร้อมระบุราคาที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างใกล้เคียงที่ซื้อขายกันครั้งหลังสุดประมาณ 3 ราย และติดต่อตกลงราคากับเจ้าของโดยตรง |
จำตัวเลขคู่กันให้แม่น: วงเงินเฉพาะเจาะจงทุกประเภท = ไม่เกิน 500,000 บาท / แต้มต่อ MiT = 5% (คนไทยเทียบต่างชาติ = 3%) vs แต้มต่อ SMEs = 10%! |
ตารางที่ 10: ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับศาลยุติธรรม ประวัติศาสตร์ โครงสร้าง นโยบายประธานศาลฎีกา และยุทธศาสตร์ศาลยุติธรรม พ.ศ. 2569
| หมวดย่อย (28.1 – 28.8) | พิกัด/ปี พ.ศ. | สาระสำคัญและข้อมูลปัจจุบันล่าสุด พ.ศ. 2568–2569 (100%) | จุดหลอกในห้องสอบ |
|---|---|---|---|
| (28.1) ประวัติศาสตร์ศาลยุติธรรม & วันสำคัญ | 21 เม.ย. / 25 มี.ค. / 7 ส.ค. / 20 ส.ค. 2543 |
• วันศาลยุติธรรม = 21 เมษายน (ร.5 เสด็จฯ วางศิลาฤกษ์และเปิดอาคารศาลสถิตยุติธรรม 21 เม.ย. 2425 / ร.ศ. 101) • ตั้งกระทรวงยุติธรรม = 25 มีนาคม 2434 (ร.ศ. 110 รวบรวมศาล 16 แห่งมาสังกัดแห่งเดียว) • วันรพี = 7 สิงหาคม (วันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ พระบิดาแห่งกฎหมายไทย 7 ส.ค. 2463 ณ กรุงปารีส / ทรงตั้งโรงเรียนกฎหมาย พ.ศ. 2440) / ประธานศาลฎีกาคนแรก = พระยาวิกรมรัตนสุภาษ (ชม ศุขะวณิช) • แยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม = 20 สิงหาคม 2543 (ตาม รธน. 2540 และเป็นวันสถาปนาสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นหน่วยงานอิสระที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล) |
ระวังสลับ 4 วันสำคัญ! 21 เม.ย. = วันศาลยุติธรรม / 25 มี.ค. = วันตั้งกระทรวงยุติธรรม / 7 ส.ค. = วันรพี (วันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ ไม่ใช่วันประสูติ 21 ต.ค.!) / 20 ส.ค. 2543 = วันแยกศาล & วันสถาปนา สนง.ศาลยุติธรรม |
| (28.2) ตราพระดุลพาห & ค่านิยมองค์กร | ตราพระดุลพาห / ค่านิยม FAIR |
• ตราพระดุลพาห: ตราชู (เครื่องชั่ง) ประดิษฐานบนพานสองชั้นเหนือพระแท่น (รากฐานมั่นคง) มีครุฑจับนาคทูนไว้เหนือศีรษะ (แผ่นดิน) ด้านบนมีพระมหาพิชัยมงกุฎครอบเหนืออุณาโลม ล้อมรอบด้วยดอกบัว 9 ดอก [บัวตูม 8 ดอก บัวบาน 1 ดอก = รัชกาลที่ 9] (หมายถึง พระมหากษัตริย์ทรงพระราชทานความบริสุทธิ์ยุติธรรมให้แผ่ไพศาลไปทั่วแผ่นดิน) • ค่านิยมหลักสำนักงานศาลยุติธรรม (F-A-I-R): Fast Service (รวดเร็วด้านบริการ), Accountability (ปฏิบัติงานด้วยความรับผิดชอบ), Integrity (อยู่ในกรอบแห่งความซื่อสัตย์), Reliability (เป็นที่ประจักษ์ความน่าเชื่อถือ) |
ดอกบัว 9 ดอกในตราพระดุลพาห หมายถึง รัชกาลที่ 9 (ไม่ได้หมายถึงเขตศาลภาค 1–9!) และตัว I = Integrity (ความซื่อสัตย์) |
| (28.3) ทำเนียบผู้บริหารระดับสูงคนปัจจุบัน | อัปเดตล่าสุด พ.ศ. 2569 |
• ประธานศาลฎีกาคนปัจจุบัน (คนที่ 52): นายวีระพงศ์ สุดาวงศ์ (ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2569 เป็นต้นไป; ประธาน ก.ต. / ประธาน ก.บ.ศ. / ประธานคณะกรรมการชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล) [ประวัติศาสตร์: คนแรก = พระยาวิกรมรัตนสุภาษ / หญิงคนแรก = นางเมทินี ชโลธร คนที่ 46] • ประธานศาลอุทธรณ์คนปัจจุบัน: นายวิธูร คลองมีคุณ (ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2569 เป็นต้นไป; ประธาน ก.ศ. โดยตำแหน่ง) • เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมคนปัจจุบัน: นายเผ่าพันธ์ ชอบน้ำตาล (ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2569 เป็นต้นไป; ผู้ลงนามประกาศรับสมัครสอบ ลงวันที่ 29 ต.ค. 2569, เลขานุการ ก.ต. และ ก.บ.ศ., และกรรมการโดยตำแหน่งใน ก.ศ.) |
จำ 3 รายนามปัจจุบัน (ต.ค. 2569): ประธานศาลฎีกา (คนที่ 52) = นายวีระพงศ์ สุดาวงศ์ / ประธานศาลอุทธรณ์ (ประธาน ก.ศ.) = นายวิธูร คลองมีคุณ / เลขาธิการฯ = นายเผ่าพันธ์ ชอบน้ำตาล! |
| (28.4) นโยบายประธานศาลฎีกาคนปัจจุบัน & แผนยุทธศาสตร์ศาลยุติธรรม พ.ศ. 2569–2572 | นโยบาย ต.ค. 2569 & ยุทธศาสตร์ 2569–2572 |
• นโยบายประธานศาลฎีกาคนปัจจุบัน (นายวีระพงศ์ สุดาวงศ์ แถลง 2 ต.ค. 2569): วิสัยทัศน์ "องค์กรที่พร้อมรับความท้าทาย เพื่อความยุติธรรมสำหรับทุกคน" แบ่งเป็น 3 ด้านหลัก: 1) หลักประกันความสงบสุขของสังคม (รักษานิติธรรม ป้องกันการบิดเบือนกระบวนการยุติธรรม ปรับปรุงบัญชีมาตรฐานการลงโทษให้โปร่งใสได้สัดส่วน และติดตามทรัพย์สินคดีทุจริตคืนสู่รัฐ/ผู้เสียหาย) 2) กระบวนการยุติธรรมเพื่อการเยียวยา (คุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เยียวยาผู้เสียหายทั้งจิตใจและทรัพย์สิน และคำนึงถึงความเสมอภาคทางเพศไม่ซ้ำเติมบาดแผลผู้เสียหาย) 3) องค์กรที่พร้อมรับความท้าทาย (องค์กรแห่งการเรียนรู้รอบด้าน + นวัตกรรมดิจิทัลโปร่งใสตรวจสอบได้) • แผนยุทธศาสตร์ศาลยุติธรรม พ.ศ. 2569–2572 (เจ้าภาพหลัก: สำนักแผนงานและงบประมาณ): วิสัยทัศน์ "ศาลยุติธรรมอำนวยความยุติธรรมอย่างรวดเร็ว เข้าถึงได้ด้วยนวัตกรรมสมัยใหม่" ขับเคลื่อนผ่าน 5 ยุทธศาสตร์ "S-M-A-R-T": Speedy Justice, Modern Innovation, Accessibility for all, Ready for the future, Trust |
ระวังตัวหลอกเอาหลักตั้งเป้าหมายทั่วไป (Specific, Measurable...) มาหลอก! ในแผนยุทธศาสตร์ศาลยุติธรรม พ.ศ. 2569–2572 SMART = Speedy Justice, Modern Innovation, Accessibility for all, Ready for the future, Trust! |
| (28.5 & 28.6) โครงสร้างศาลยุติธรรม & เปรียบเทียบที่ตั้งภาค 1–9 | พระธรรมนูญศาลฯ & ประกาศ ก.บ.ศ. |
• ศาลชั้นต้นใน กทม.: กลุ่มศาลแพ่ง 6 แห่ง + กลุ่มศาลอาญา 6 แห่ง (กรุงเทพ, กรุงเทพใต้, ธนบุรี, มีนบุรี, ตลิ่งชัน, พระโขนง - ยกฐานะเมื่อ 1 เม.ย. 2562 ไม่มีศาลจังหวัดใน กทม. แล้ว) / ศาลชำนัญพิเศษ 5 ประเภท: เยาวชนฯ, แรงงาน, ทรัพย์สินทางปัญญาฯ (3 ศาลนี้มีผู้พิพากษาสมทบ) และ ภาษีอากร, ล้มละลาย (2 ศาลนี้ไม่มีผู้พิพากษาสมทบ) • เทียบที่ตั้งภาค 1–9 (จุดออกสอบบ่อย!): 1) สำนักศาลยุติธรรมประจำภาค 1–9 (และ สนง.อธิบดีผู้พิพากษาภาค): 1-กทม.(ตลิ่งชัน), 2-ชลบุรี, 3-นครราชสีมา, 4-ขอนแก่น, 5-เชียงใหม่, 6-พิษณุโลก, 7-นครปฐม, 8-สุราษฎร์ธานี, 9-สงขลา 2) ศาลอุทธรณ์ภาค 1–9: 1-ปทุมธานี(คลองหลวง), 2-ระยอง, 3-นครราชสีมา, 4-ขอนแก่น, 5-เชียงใหม่(แม่ริม), 6-นครสวรรค์, 7-นครปฐม, 8-ภูเก็ต, 9-สงขลา 3) ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1–9: 1-สระบุรี, 2-ระยอง, 3-สุรินทร์, 4-ขอนแก่น, 5-เชียงใหม่, 6-พิษณุโลก, 7-สมุทรสงคราม, 8-นครศรีธรรมราช, 9-สงขลา |
ระวังภาคที่จังหวัดไม่ตรงกัน! เช่น ภาค 1 (สำนักภาค=กทม.ตลิ่งชัน / อุทธรณ์ภาค=ปทุมธานี / ทุจริตภาค=สระบุรี), ภาค 2 (สำนักภาค=ชลบุรี / อุทธรณ์ภาค&ทุจริตภาค=ระยอง), ภาค 6 (สำนักภาค&ทุจริตภาค=พิษณุโลก / อุทธรณ์ภาค=นครสวรรค์), ภาค 8 (สำนักภาค=สุราษฎร์ฯ / อุทธรณ์ภาค=ภูเก็ต / ทุจริตภาค=นครศรีฯ)! |
| (28.7 & 28.8) ศาลดิจิทัล, แนวทางใช้ AI พ.ศ. 2568 & บูรณาการ 5 ตำแหน่ง | e-Filing / CIOS / ม.20 ตรี / AI 2568 |
• ศาลดิจิทัล & บริการประชาชน: e-Filing ยื่นคำฟ้อง 24 ชม. (แต่วันสุดท้ายของอายุความต้องเสร็จก่อน 16.30 น.) / CIOS ติดตามคดีและขอหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดออนไลน์ / e-Notice มีผลเมื่อพ้น 15 วัน / ไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง ม.20 ตรี ฟรีค่าขึ้นศาล ขอพิพากษาตามยอมได้ทันที ไม่สำเร็จขยายอายุความ 60 วัน / ปล่อยชั่วคราว ทุกวันไม่เว้นวันหยุด + Risk Assessment + กำไล EM (อายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปและยินยอม) / AWIS หมายจับอิเล็กทรอนิกส์ (งานพิจารณาคดีของศาลได้รับยกเว้น PDPA ตาม ม.4(5)) • คำแนะนำประธานศาลฎีกาเรื่อง AI พ.ศ. 2568: ห้ามนำข้อมูลลับ/ข้อมูลส่วนบุคคลในสำนวนป้อนใน Public AI, ต้องตรวจเลขฎีกาจากฐานข้อมูลทางการทุกครั้ง (กัน AI Hallucination), และดุลพินิจตัดสินคดีเป็นของผู้พิพากษา 100% |
จำ 3 ข้อห้ามเด็ดขาด: (1) ห้ามติดกำไล EM เยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี (2) วันสุดท้ายของอายุความใน e-Filing ต้องยื่นภายใน 16.30 น. (3) ห้ามป้อนความลับสำนวน/ร่างคำพิพากษาใน Public AI! |
ตารางที่ 11: สรุปเปรียบเทียบสายงานนิติกร & เจ้าพนักงานคดี (อายุความ ภาระการพิสูจน์ และค่าเสียหายเชิงลงโทษ 4 กฎหมายหลัก + คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 2/2569)
| กฎหมาย / ประเด็นเปรียบเทียบ | อายุความ / กำหนดเวลาสำคัญ | ภาระการพิสูจน์ & ระบบวิธีพิจารณา | ค่าเสียหายเชิงลงโทษ (Punitive Damages) | จุดหลอกในห้องสอบ & อัปเดตปี 2569 |
|---|---|---|---|---|
| 1. พ.ร.บ.ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 (PL Law) |
• 3 ปี นับแต่วันที่รู้ถึงความเสียหายและรู้ตัวผู้ประกอบการ (และไม่เกิน 10 ปี นับแต่วันขายสินค้า) • กรณีอันตรายต่อชีวิต/ร่างกาย/สุขภาพ (สะสมในร่างกาย): 3 ปี นับแต่วันที่รู้ และไม่เกิน 10 ปีนับแต่วันที่รู้ถึงความเสียหาย (ม.12) |
• ความรับผิดโดยเคร่งครัด (Strict Liability - ม.4): ผู้เสียหายพิสูจน์เพียงว่าได้รับความเสียหายจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยและใช้ตามปกติ ไม่ต้องพิสูจน์ความจงใจ/ประมาทเลินเล่อของผู้ประกอบการ • ข้อยกเว้นความรับผิด (ม.7): ผู้ประกอบการต้องพิสูจน์ว่าสินค้าไม่ได้เป็นสินค้าไม่ปลอดภัย หรือผู้เสียหายรู้อยู่แล้ว หรือเกิดจากการใช้/เก็บรักษาไม่ถูกต้องตามคำเตือน |
• ไม่เกิน 2 เท่า ของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง (ม.11 วรรคสอง) • เงื่อนไข: ผู้ประกอบการรู้อยู่แล้วว่าสินค้าไม่ปลอดภัย หรือไม่รู้เพราะความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หรือรู้ภายหลังแล้วไม่ดำเนินการระงับอันตราย • มีค่าเสียหายทางจิตใจกรณีเสียหายต่อร่างกาย/สุขภาพ/อนามัย (ม.11 วรรคหนึ่ง) |
ระวังสลับเพดานค่าเสียหายเชิงลงโทษ! พ.ร.บ.สินค้าไม่ปลอดภัยฯ (ม.11) = ไม่เกิน 2 เท่าทุกกรณี (ไม่มีข้อยกเว้น 5 เท่าสำหรับทุนทรัพย์ไม่เกิน 50,000 บาทเหมือน พ.ร.บ.วิ.ผู้บริโภคฯ ม.42!) และข้อตกลงยกเว้น/จำกัดความรับผิดล่วงหน้าเป็นโมฆะ (ม.9) |
| 2. พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 (พร้อมคำวินิจฉัยศาล รธน. 2/2569) |
• เสียหายต่อชีวิต/ร่างกาย/สุขภาพ/อนามัย: 3 ปี นับแต่วันที่รู้ถึงความเสียหายและรู้ตัวผู้ประกอบธุรกิจ แต่ไม่เกิน 10 ปีนับแต่วันที่รู้ถึงความเสียหาย (ม.13) • อยู่ระหว่างเจรจา: อายุความสะดุดหยุดอยู่ไม่นับ จนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งบอกเลิกการเจรจาเป็นหนังสือ (ม.14) |
• ผลักภาระการพิสูจน์ (ม.29): ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการผลิต การประกอบ ส่วนผสม หรือการบริการที่อยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของฝ่ายผู้ประกอบธุรกิจ ภาระการพิสูจน์ตกแก่ผู้ประกอบธุรกิจ • การฟ้องคดี (ม.17, ม.18, ม.20): ผู้บริโภคฟ้องด้วยวาจาหรือหนังสือได้โดยได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมด / หากผู้ประกอบธุรกิจจะฟ้องผู้บริโภคต้องฟ้องต่อศาลที่ผู้บริโภคมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลเท่านั้น (ม.17) |
• ทั่วไป: ไม่เกิน 2 เท่า ของค่าเสียหายที่แท้จริง (ม.42 วรรคหนึ่ง) • กรณีค่าเสียหายที่แท้จริงไม่เกิน 50,000 บาท: ศาลมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษได้ไม่เกิน 5 เท่า (ม.42 วรรคสอง) • ศาลมีอำนาจสั่งแก้ไข/เปลี่ยนสินค้าใหม่ (ม.41) หรือเรียกเก็บสินค้าคืน/ห้ามจำหน่าย (ม.43) |
อัปเดตคำวินิจฉัยศาล รธน. ที่ 2/2569 (28 ม.ค. 2569): วินิจฉัยว่า มาตรา 42 (ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ) ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26, มาตรา 27 และมาตรา 37! และจำแม่นๆ ว่า เจ้าพนักงานคดี (ม.4 ประกอบระเบียบ ก.ศ. 2551) สมัครได้ 3 กรณี: (1) ป.ตรี นิติฯ + สามัญสมาชิกเนติฯ + วิชาชีพกฎหมาย ≥ 1 ปี (2) ป.ตรี นิติฯ + ป.ตรี สาขาอื่น + วิชาชีพ ≥ 4 ปี หรือ (3) ป.โท นิติฯ |
| 3. พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 (และระเบียบสำนักนายกฯ 2539) |
• หน่วยงานของรัฐเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ (ม.8) หรือไล่เบี้ย (ม.9): 1 ปี นับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐมีคำสั่งตามความเห็นของกระทรวงการคลัง (ม.10 วรรคหนึ่ง) • กรณีเจ้าหน้าที่ถึงแก่ความตาย: 1 ปี นับแต่วันที่เจ้าหน้าที่ถึงแก่ความตาย (ม.10 วรรคสอง) • ผู้เสียหายยื่นคำขอต่อหน่วยงานแล้วหน่วยงานไม่พิจารณาเสร็จใน 180 วัน (ขยายได้ไม่เกิน 180 วัน): ต้องฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่วันที่มีสิทธิฟ้อง (ม.11) |
• การปฏิบัติหน้าที่ (ม.5): ผู้เสียหายต้องฟ้องหน่วยงานของรัฐโดยตรง ห้ามฟ้องเจ้าหน้าที่ (ถ้าฟ้องเจ้าหน้าที่ ศาลต้องสั่งจำหน่ายคดีหรือยกฟ้องในส่วนเจ้าหน้าที่) • มิใช่การปฏิบัติหน้าที่ (ม.6): ฟ้องเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง ห้ามฟ้องหน่วยงานของรัฐ • หลักลูกหนี้ชั้นต้น (ม.8 วรรคสี่): เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดเฉพาะส่วนของตนเท่านั้น ไม่นำหลักลูกหนี้ร่วมมาใช้บังคับ! |
• ไม่มีค่าเสียหายเชิงลงโทษ • เงื่อนไขการไล่เบี้ย/ให้ชดใช้ (ม.8): เฉพาะกรณีที่เจ้าหน้าที่กระทำด้วยความจงใจ หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเท่านั้น (ถ้าประมาทเลินเล่อธรรมดา เจ้าหน้าที่ไม่ต้องรับผิดชดใช้!) และหักส่วนความบกพร่องของหน่วยงานหรือระบบงานออกได้ (ม.8 วรรคสอง–สาม) |
ระวังตัวหลอก 3 จุด: (1) ห้ามใช้หลักลูกหนี้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ที่ทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ (2) ประมาทเลินเล่อธรรมดา ไล่เบี้ยเจ้าหน้าที่ไม่ได้ (3) อายุความเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้คือ 1 ปีนับแต่วันที่หน่วยงานมีคำสั่งตามความเห็นกระทรวงการคลัง! |
| 4. พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 | • การไม่นับเวลาหลบหนีรวมในอายุความ (ม.13): ถ้าผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบหนีไปในระหว่างถูกดำเนินคดี หรือระหว่างพิจารณาของศาล มิให้นำระยะเวลาที่หลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความ และเมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษแล้วหลบหนี มิให้นำบทบัญญัติ ป.อ. มาตรา 98 (กำหนดเวลาล่วงเลยการลงโทษ) มาใช้บังคับ! |
• ระบบไต่สวน (Inquisitorial System - ม.6): ศาลมีอำนาจไต่สวนหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้เอง (โดยอาจมอบหมายให้เจ้าพนักงานคดีช่วยเหลือ) • คดีร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติ (ม.32): ภาระการพิสูจน์ตกแก่ผู้ถูกกล่าวหาที่จะต้องพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่าทรัพย์สินนั้นไม่ได้เกิดจากการร่ำรวยผิดปกติ |
• มาตรการริบทรัพย์สินตามมูลค่า (Value-Based Confiscation - ม.33): หากไม่สามารถบังคับเอาแก่ทรัพย์สินที่ศาลสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินได้ทั้งหมดหรือบางส่วน ศาลมีอำนาจสั่งให้บังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของผู้ถูกกล่าวหาได้ภายในอายุความ 10 ปี (แต่ต้องไม่เกินมูลค่าของทรัพย์สินที่ศาลสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดิน) | จำหลักพิเศษของคดีทุจริต: (1) โจทก์และจำเลยต้องมาศาลในการพิจารณาและสืบพยานทุกนัด (ม.27) (2) การอุทธรณ์ต้องจำเลยมาแสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาลในวันยื่นอุทธรณ์ มิฉะนั้นศาลมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ (ม.40) (3) อุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตฯ ภายใน 1 เดือน (ม.38, ม.39) และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด (ม.42 วรรคหนึ่ง) เว้นแต่ได้รับอนุญาตให้ฎีกา (ม.44, ม.46) |
ตารางที่ 12: สรุปตัวเลขสำคัญสายงานการเงินและบัญชี ศย. (ระเบียบการเงิน 2545, เงินกลาง 2556 ถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2566, เบี้ยเลี้ยงเดินทาง/ฝึกอบรม และสวัสดิการ)
| หมวดระเบียบ / กฎหมาย | พิกัด / แบบพิมพ์ | ตัวเลขสำคัญ วงเงิน กำหนดเวลา และสูตรคำนวณที่ออกสอบ 100% | จุดหลอกในห้องสอบ |
|---|---|---|---|
| 1. ระเบียบ ก.บ.ศ. ว่าด้วยการเงิน พ.ศ. 2545 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) | กรรมการเก็บรักษาเงิน / การนำส่งเงิน / เงินยืม |
• คณะกรรมการเก็บรักษาเงิน: หัวหน้าส่วนราชการแต่งตั้งข้าราชการศาลยุติธรรมตั้งแต่ระดับ 3 หรือเทียบเท่าขึ้นไป อย่างน้อย 2 คน (ถือกุญแจตู้นิรภัยคนละดอก ไม่ซ้ำกัน) • การตรวจสอบเงินสดคงเหลือประจำวัน: คณะกรรมการเก็บรักษาเงินร่วมกับเจ้าหน้าที่การเงินตรวจสอบตัวเงินและเอกสารแทนตัวเงินให้ถูกต้องตรงกับรายงานเงินคงเหลือประจำวันทุกสิ้นวันทำการ • การส่งใช้เงินยืมราชการ: เดินทางไปราชการชั่วคราว ส่งใช้ภายใน 15 วันนับแต่วันกลับมาถึง / เดินทางไปประจำต่างสำนักงาน ส่งใช้ภายใน 30 วันนับแต่วันเดินทางไปถึง / กรณีอื่น ส่งใช้ภายใน 30 วันนับแต่วันได้รับเงิน |
ระวังตัวหลอกระดับซีและจำนวนคน: กรรมการเก็บรักษาเงินต้องระดับ 3 ขึ้นไปอย่างน้อย 2 คน และส่งใช้เงินยืมเดินทางไปราชการชั่วคราวภายใน 15 วันนับแต่วันกลับมาถึง (ไม่ใช่วันที่ได้รับเงิน!) |
| 2. ระเบียบ ก.บ.ศ. ว่าด้วยเงินค่าธรรมเนียมศาล เงินค่าปรับ และเงินกลาง พ.ศ. 2556 ถึง (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2566 | รจ.1, รจ.1/1, รจ.2, รจ.3, รจ.4 & การคืนเงินออนไลน์ |
• แบบพิมพ์ใบเสร็จรับเงินมาตรฐานของศาล: รจ.1 = ใบเสร็จรับเงินค่าธรรมเนียมศาล / รจ.1/1 = ใบเสร็จรับเงินค่าปรับ / รจ.2 = ใบเสร็จรับเงินกลาง / รจ.3 = บัญชีเงินกลางและเงินค่าธรรมเนียมศาลประจำวัน / รจ.4 = ใบสั่งจ่ายเงินกลาง • การจ่ายคืนเงินกลางและค่าธรรมเนียมศาล (อัปเดตฉบับที่ 4 พ.ศ. 2566): จ่ายเป็นเช็คขีดคร่อมเฉพาะสั่งจ่ายในนามผู้มีสิทธิรับเงิน (ขีดฆ่าคำว่า "หรือผู้ถือ" ออก) หรือโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของผู้มีสิทธิรับเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (KTB Corporate Online) • เงินกลางค้างจ่ายเกิน 5 ปี: หากคู่ความไม่มาขอรับคืนภายในกำหนดและพ้นระยะเวลาที่ระเบียบกำหนด ให้ดำเนินการนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน |
ห้ามจำสลับแบบพิมพ์เด็ดขาด! รจ.1 = ค่าธรรมเนียมศาล / รจ.1/1 = ค่าปรับ / รจ.2 = เงินกลาง / รจ.4 = ใบสั่งจ่ายเงินกลาง และเช็คคืนเงินคู่ความต้องขีดคร่อมเฉพาะและขีดฆ่า "หรือผู้ถือ" เสมอ! |
| 3. เกณฑ์เวลาคำนวณเบี้ยเลี้ยงเดินทางไปราชการ (พ.ร.ฎ.ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการฯ) | สูตร 24 ชม. / เกิน 12 ชม. / เกิน 6 ชม. |
• การนับเวลาเดินทางไปราชการชั่วคราว: นับตั้งแต่เวลาออกจากสถานที่อยู่หรือสถานที่ปฏิบัติราชการตามปกติ จนถึงเวลากลับถึงสถานที่อยู่หรือสถานที่ปฏิบัติราชการตามปกติ แล้วนำจำนวนชั่วโมงทั้งหมดหารด้วย 24 ชั่วโมง = 1 วัน: 1) กรณีมีพักแรม: เศษของวันที่เกิน 12 ชั่วโมง นับเป็น 1 วัน (เบิกได้เต็มวัน) / เศษที่ไม่เกิน 12 ชั่วโมงแต่เกิน 6 ชั่วโมง ไม่นับเพิ่มเป็นครึ่งวันในกรณีพักแรม 2) กรณีไป-กลับไม่พักแรม: หากใช้เวลาเดินทางเกิน 12 ชั่วโมง นับเป็น 1 วัน / หากเกิน 6 ชั่วโมงแต่ไม่เกิน 12 ชั่วโมง นับเป็นครึ่งวัน (เบิกได้ครึ่งวัน) (ถ้าไม่เกิน 6 ชั่วโมง เบิกเบี้ยเลี้ยงไม่ได้) |
จุดหลอกคำนวณยอดฮิต: กรณีไม่พักแรม ใช้เวลา 6 ชั่วโมงพอดีเป๊ะ = เบิกเบี้ยเลี้ยงไม่ได้ (ต้อง "เกิน 6 ชั่วโมง" เช่น 6 ชม. 15 นาที จึงเบิกได้ครึ่งวัน และต้อง "เกิน 12 ชั่วโมง" จึงเบิกได้ 1 วัน!) |
| 4. การหักเบี้ยเลี้ยงกรณีฝึกอบรม (ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมฯ) | หักมื้อละ 1 ใน 3 ของอัตราเบี้ยเลี้ยง |
• การคำนวณเวลาฝึกอบรม: นับตั้งแต่เวลาออกจากสถานที่อยู่/ที่ทำงานจนกลับถึงสถานที่อยู่/ที่ทำงาน (24 ชั่วโมงเป็น 1 วัน เศษเกิน 12 ชั่วโมงนับเป็น 1 วัน เศษไม่เกิน 12 ชั่วโมงนับเป็นครึ่งวัน) • การหักเบี้ยเลี้ยงตามมื้ออาหารที่ผู้จัดฝึกอบรมจัดเลี้ยง: ให้คำนวณเบี้ยเลี้ยงทั้งหมดตามสิทธิก่อน แล้วหักออกมื้อละ 1 ใน 3 (1/3) ของอัตราเบี้ยเลี้ยงต่อวันตามจำนวนมื้อที่โครงการฝึกอบรมจัดอาหารให้ (เช่น จัดอาหารครบ 3 มื้อในวันนั้น = หัก 3/3 คือไม่ได้รับเบี้ยเลี้ยงในวันนั้น / จัด 2 มื้อ = หัก 2/3 เหลือเบิกได้ 1/3) |
ระวังความต่างระหว่าง "เดินทางไปราชการ" กับ "ไปฝึกอบรม": การนับเวลาไปฝึกอบรม เศษที่ไม่เกิน 12 ชั่วโมง นับเป็นครึ่งวันทันที (ไม่ต้องเกิน 6 ชั่วโมงเหมือนไปราชการทั่วไป) และหักค่าอาหารมื้อละ 1/3 ของอัตราเบี้ยเลี้ยงต่อวัน! |
| 5. สวัสดิการเงินค่ารักษาพยาบาล & เงินช่วยเหลือการศึกษาบุตร (พ.ร.ฎ.เงินสวัสดิการฯ) | ยื่นเบิกภายใน 1 ปี / บุตรคนที่ 1–3 อายุ 3–25 ปี |
• กำหนดเวลายื่นคำขอเบิกเงินค่ารักษาพยาบาล: ต้องยื่นภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ปรากฏในใบเสร็จรับเงิน (กรณีเบิกจ่ายตรงใช้สิทธิผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมบัญชีกลาง) • กำหนดเวลายื่นคำขอเบิกเงินช่วยเหลือการศึกษาบุตร: ต้องยื่นภายใน 1 ปี นับแต่วันเปิดภาคเรียน (หรือนับแต่วันที่ปรากฏในใบเสร็จรับเงินหากออกหลังวันเปิดภาคเรียน) • สิทธิเบิกค่าการศึกษาบุตร: เบิกได้เฉพาะบุตรชอบด้วยกฎหมาย คนที่ 1 ถึงคนที่ 3 (นับเรียงลำดับการเกิด ไม่รวมบุตรบุญธรรมและบุตรซึ่งบิดามารดาได้ยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของผู้อื่นแล้ว) อายุตั้งแต่ 3 ปีบริบูรณ์ แต่ไม่เกิน 25 ปีบริบูรณ์ ในระดับไม่สูงกว่าอนุปริญญาหรือปริญญาตรี (หากบุตรคนใดตาย/พิการไร้ความสามารถก่อนอายุ 25 ปี ให้นำบุตรคนถัดไปมาแทนที่ได้) |
จำ 3 เงื่อนไขต้องห้ามของค่าการศึกษาบุตร: (1) ห้ามเบิกบุตรบุญธรรม (2) เบิกได้ไม่เกินระดับปริญญาตรี และอายุไม่เกิน 25 ปีบริบูรณ์ (3) ยื่นเบิกทั้งค่ารักษาพยาบาลและการศึกษาบุตรภายใน 1 ปี! |
ตารางที่ 13: สรุปตัวเลขสำคัญสายงานพัสดุภาครัฐ ศย. (วงเงิน 500,000 บาท, คณะกรรมการ 5 คณะ, หลักประกัน 5%, อัตราค่าปรับ, ราคากลาง 30 วัน และแต้มต่อ SMEs/MiT)
| หัวข้อสำคัญในการออกสอบ | มาตรา / ข้อระเบียบ | ตัวเลข เกณฑ์วงเงิน อัตราร้อยละ และองค์ประกอบที่ต้องจำแม่น 100% | จุดหลอกในห้องสอบ |
|---|---|---|---|
| 1. วงเงินวิธีการจัดซื้อจัดจ้าง (กฎกระทรวงกำหนดวงเงินฯ พ.ศ. 2560) | พ.ร.บ. ม.55, 56 / กฎกระทรวงวงเงินฯ |
• วิธีเฉพาะเจาะจง (ม.56 (2) (ข)): ใช้กับงานทุกประเภทที่มีวงเงินครั้งหนึ่งไม่เกิน 500,000 บาท (ได้แก่ งานซื้อหรืองานจ้างทั่วไป, งานจ้างก่อสร้าง, งานจ้างที่ปรึกษา และงานจ้างออกแบบหรือควบคุมงานก่อสร้าง) • วิธีประกาศเชิญชวนทั่วไป (e-market / e-bidding / สอบราคา): ใช้เมื่อวงเงินเกิน 500,000 บาท (เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นให้ใช้วิธีคัดเลือกหรือวิธีเฉพาะเจาะจงตาม ม.56, ม.70, ม.82) • วิธีคัดเลือก: เชิญผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขไม่น้อยกว่า 3 ราย ให้เข้ายื่นข้อเสนอ (เว้นแต่มีผู้ประกอบการน้อยกว่า 3 ราย) |
จำง่ายที่สุด: เพดานวงเงินวิธีเฉพาะเจาะจงตาม ม.56(2)(ข), ม.70(3)(ข), ม.82(3)(ข) คือ "ไม่เกิน 500,000 บาท" เท่ากันทุกประเภทงาน! (ระวังตัวหลอก 100,000 บาท หรือ 1,000,000 บาท) |
| 2. คณะกรรมการระดับชาติ 5 คณะ (พ.ร.บ.พัสดุ 2560) vs คณะกรรมการดำเนินการซื้อ/จ้าง (ระเบียบฯ ข้อ 26) | พ.ร.บ. ม.20–44 / ระเบียบฯ ข้อ 26 |
• คณะกรรมการ 5 คณะตาม พ.ร.บ.พัสดุ 2560: 1) กนบ. (คณะกรรมการนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างฯ - ม.20): รมว.คลัง เป็นประธาน (ผู้ทรงคุณวุฒิ 5–7 คน วาระ 4 ปี) 2) กวจ. (คณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาฯ - ม.27): ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน 3) คณะกรรมการราคากลางและขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ (ม.32): อธิบดีกรมบัญชีกลาง เป็นประธาน 4) ค.ป.ท. (คณะกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริต - ม.37): ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน 5) กอท. (คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และข้อร้องเรียน - ม.41): ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน (ทุกคณะมีอธิบดีกรมบัญชีกลางเป็นกรรมการและเลขานุการ เว้นแต่คณะราคากลางฯ ที่อธิบดีเป็นประธาน) • คณะกรรมการซื้อหรือจ้างตามระเบียบฯ ข้อ 26: ประกอบด้วยประธาน 1 คน และกรรมการอย่างน้อย 2 คน (รวมอย่างน้อย 3 คน) แต่งตั้งจากข้าราชการ พนักงานราชการ พนักงานมหาวิทยาลัย พนักงานของรัฐ หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ |
สูตรจำประธาน 5 คณะ: กนบ. = รมว.คลัง / ราคากลางฯ = อธิบดีกรมบัญชีกลาง / อีก 3 คณะที่เหลือ (กวจ., ค.ป.ท., กอท.) = ปลัดกระทรวงการคลังทั้งหมด! และห้ามตั้งผู้ตรวจรับพัสดุเป็นบุคคลเดียวกับคณะกรรมการซื้อหรือจ้าง (ระเบียบฯ ข้อ 26 วรรคท้าย) |
| 3. หลักประกันการเสนอราคา & หลักประกันสัญญา และระยะเวลาคืนหลักประกัน | พ.ร.บ. ม.91 / ระเบียบฯ ข้อ 167, 168, 170 |
• หลักประกันการเสนอราคา (ข้อ 167): ใช้เฉพาะกรณีจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) ที่มีวงเงินเกิน 5,000,000 บาท ในอัตราร้อยละ 5 ของวงเงินงบประมาณหรือราคากลาง • หลักประกันสัญญา (ข้อ 168): กำหนดในอัตราร้อยละ 5 ของวงเงินตามสัญญา (เว้นแต่การจัดหาที่สำคัญพิเศษกำหนดได้ไม่เกินร้อยละ 10) • การคืนหลักประกัน (ข้อ 170): หลักประกันการเสนอราคา คืนภายใน 15 วัน นับแต่วันพิจารณาผลเบื้องต้นเสร็จ / หลักประกันสัญญา คืนโดยเร็วและอย่างช้าต้องไม่เกิน 15 วัน นับแต่วันที่คู่สัญญาพ้นจากข้อผูกพันตามสัญญาแล้ว |
ระวังหลอกเรื่องหลักประกันซอง (การเสนอราคา): ถ้า e-bidding วงเงินไม่เกิน 5 ล้านบาท ไม่ต้องเรียกหลักประกันการเสนอราคา! ส่วนหลักประกันสัญญาเรียก 5% (สำคัญพิเศษไม่เกิน 10%) และคืนภายใน 15 วัน |
| 4. อัตราค่าปรับรายวันแยกตามประเภทสัญญา (ระเบียบฯ ข้อ 162) | ระเบียบฯ ข้อ 162 (1)–(3) |
• งานซื้อหรืองานจ้างทั่วไป (ข้อ 162 (1)): อัตราร้อยละ 0.01 ถึง 0.20 ต่อวัน ของราคาพัสดุที่ยังไม่ได้รับมอบ • งานจ้างก่อสร้าง (ข้อ 162 (2)): - งานก่อสร้างทั่วไปที่ต้องการผลสำเร็จของงานพร้อมกัน = อัตราร้อยละ 0.10 ต่อวัน ของราคางานจ้างนั้น (แต่ต้องไม่ต่ำกว่าวันละ 100 บาท) - งานก่อสร้างสาธารณูปโภคที่มีผลกระทบต่อการจราจร = อัตราร้อยละ 0.25 ต่อวัน ของราคางานจ้างนั้น • งานจ้างที่ปรึกษา หรือจ้างออกแบบ/ควบคุมงานก่อสร้าง (ข้อ 162 (3)): อัตราร้อยละ 0.01 ถึง 0.10 ต่อวัน ของราคางานจ้างนั้น |
แยก 4 ตัวเลขค่าปรับให้ขาด: ซื้อ/จ้างทั่วไป = 0.01–0.20% | ก่อสร้างทั่วไป = 0.10% คงที่ (ขั้นต่ำ 100 บาท/วัน) | ก่อสร้างกระทบจราจร = 0.25% คงที่ | ที่ปรึกษา/ออกแบบ = 0.01–0.10%! |
| 5. อายุราคากลางงานก่อสร้าง 30 วัน & แต้มต่อ SMEs / พัสดุที่ผลิตในประเทศ (MiT) | หลักเกณฑ์ราคากลางฯ / กฎกระทรวงพัสดุส่งเสริมฯ (ฉ.2) พ.ศ. 2563 |
• อายุราคากลางงานก่อสร้าง: คณะกรรมการกำหนดราคากลางคำนวณแล้ว หัวหน้าหน่วยงานของรัฐให้ความเห็นชอบ และต้องนำไปใช้ประกาศจัดซื้อจัดจ้างภายใน 30 วัน นับถัดจากวันที่หัวหน้าหน่วยงานของรัฐให้ความเห็นชอบ (หากพ้น 30 วันต้องทบทวนราคากลางใหม่) • การส่งเสริมพัสดุที่ผลิตในประเทศ (Made in Thailand - MiT): ต้องใช้พัสดุ MiT ไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของมูลค่าพัสดุที่ใช้ (เหล็กสำหรับงานก่อสร้างต้องใช้เหล็ก MiT ไม่น้อยกว่าร้อยละ 90) / ได้แต้มต่อด้านราคาไม่เกินร้อยละ 5 (กรณีผู้ประกอบการไทยเทียบกับต่างชาติได้แต้มต่อไม่เกินร้อยละ 3) • การส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs): ได้แต้มต่อด้านราคาไม่เกินร้อยละ 10 (ผู้เสนอราคาที่เป็น SMEs แม้เสนอราคาสูงกว่าราคาต่ำสุดไม่เกิน 10% ก็ยังมีสิทธิชนะการเสนอราคา) |
ระวังสลับตัวเลขแต้มต่อและอายุราคากลาง: อายุราคากลางก่อสร้าง = 30 วัน (นับถัดจากวันหัวหน้าหน่วยงานเห็นชอบ) / แต้มต่อ SMEs = 10% / แต้มต่อ MiT = 5% (คนไทยเทียบต่างชาติ = 3%) / สัดส่วนเหล็ก MiT = 90%! |
ตารางที่ 14: สรุปเงื่อนไขสำคัญตามประกาศรับสมัครสอบสำนักงานศาลยุติธรรม ลงวันที่ 29 ต.ค. 2569 (อัตราว่าง, เงินเดือน, ข้อยกเว้น ม.36 ข., เกณฑ์ 60%, ลำดับคะแนนเท่ากัน 4 ลำดับ และเงื่อนไขห้ามโอน 2 ปี)
| หัวข้อตามประกาศรับสมัครสอบ (29 ต.ค. 2569) | ข้อประกาศ / เอกสารแนบท้าย | รายละเอียด เงื่อนไข และตัวเลขสำคัญครบถ้วน 100% | จุดหลอกในห้องสอบ |
|---|---|---|---|
| 1. ตำแหน่งที่เปิดรับสมัคร 5 ตำแหน่ง อัตราว่างครั้งแรก และอัตราเงินเดือนตามคุณวุฒิ | ประกาศ ข้อ 1 – ข้อ 2 & เอกสารแนบท้าย 1–5 |
• จำนวนอัตราว่างบรรจุครั้งแรก: นิติกรปฏิบัติการ = 26 อัตรา / เจ้าหน้าที่ศาลยุติธรรมปฏิบัติงาน = 25 อัตรา / ส่วนอีก 3 ตำแหน่ง (เจ้าพนักงานคดีปฏิบัติการ, นักวิชาการเงินและบัญชีปฏิบัติการ, นักวิชาการพัสดุปฏิบัติการ) เปิดรับสมัครเพื่อบรรจุและแต่งตั้งทดแทนตำแหน่งที่จะว่างในอนาคต • อัตราเงินเดือนประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ (ป.ตรี 4 ตำแหน่งแรก): 18,150 – 19,970 บาท (หรือตามที่ ก.ศ. กำหนด) • อัตราเงินเดือนประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน (เจ้าหน้าที่ศาลยุติธรรมปฏิบัติงาน): คุณวุฒิ ปวช. = 11,380 – 12,520 บาท / คุณวุฒิ ปวท. หรืออนุปริญญา (หลักสูตร 2 ปี) = 13,130 – 14,450 บาท / คุณวุฒิ ปวส. หรืออนุปริญญา (หลักสูตร 3 ปี) = 13,920 – 15,320 บาท • เงื่อนไขพิเศษผู้ใช้วุฒิ ป.โท สมัครเจ้าพนักงานคดีปฏิบัติการ (ข้อ 1 วรรคท้าย): เมื่อได้รับการบรรจุจะได้รับเงินเดือนตามคุณวุฒิปริญญาตรีไปก่อน และต้องดำรงตำแหน่งเจ้าพนักงานคดีปฏิบัติการมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี จึงจะขอปรับอัตราเงินเดือนตามคุณวุฒิที่เพิ่มขึ้น (ป.โท) ได้ |
ระวังตัวหลอก 2 จุดใหญ่: (1) มีเฉพาะนิติกร (26 อัตรา) และเจ้าหน้าที่ศาลฯ (25 อัตรา) ที่ระบุจำนวนอัตราว่างครั้งแรก ส่วนอีก 3 ตำแหน่งคือทดแทนตำแหน่งที่จะว่าง (2) สมัครเจ้าพนักงานคดีด้วยวุฒิ ป.โท ไม่ได้เงินเดือน ป.โท ทันทีในวันบรรจุ แต่ต้องครองตำแหน่งครบ 1 ปีก่อน! |
| 2. คุณสมบัติทั่วไป ลักษณะต้องห้าม ม.36 และข้อยกเว้นของ ก.ศ. (2 ปี / 3 ปี) | ประกาศ ข้อ 3.1 – ข้อ 3.2 |
• คุณสมบัติทั่วไปและลักษณะต้องห้าม: ต้องมีคุณสมบัติทั่วไปและไม่มีลักษณะต้องห้ามตาม มาตรา 36 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 โดยอนุโลม • ข้อยกเว้นที่ ก.ศ. พิจารณายกเว้นให้สมัครสอบได้ (ข้อ 3.1 วรรคสอง): ผู้ที่เคยถูกลงโทษให้ออก หรือปลดออก เพราะกระทำผิดวินัยและออกจากงานมาแล้วเกิน 2 ปี หรือผู้ที่เคยถูกลงโทษไล่ออก เพราะกระทำผิดวินัยและออกจากงานมาแล้วเกิน 3 ปี (ทั้งสองกรณีต้องมิใช่เรื่องทุจริตต่อหน้าที่) มีสิทธิสมัครสอบได้ • ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง: สมัครสอบได้ แต่ถ้าสอบได้ต้องลาออกจากตำแหน่งทางการเมืองก่อนวันบรรจุ / พระภิกษุหรือสามเณร: ไม่รับสมัครสอบและไม่อนุญาตให้เข้าสอบ (ตามคำสั่งมหาเถรสมาคมฯ) • ผลสอบภาค ก.: ใช้ผลสอบภาค ก. ของ ก.พ. หรือสำนักงานศาลยุติธรรม ในระดับเดียวกับคุณวุฒิที่ใช้สมัครสอบหรือสูงกว่า (ต้องมีผลสอบผ่านภายในวันปิดรับสมัคร คือวันที่ 27 พ.ย. 2569) |
จำสูตรข้อยกเว้น ก.ศ. ให้แม่น: "ให้ออก/ปลดออก = เกิน 2 ปี" vs "ไล่ออก = เกิน 3 ปี" และต้องไม่ใช่ความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่! (ถ้าทุจริตต่อหน้าที่ ขาดคุณสมบัติตลอดไป) |
| 3. กำหนดการรับสมัคร ค่าธรรมเนียมสอบ และหลักสูตรการสอบ (ภาค ข. & ภาค ค. เกณฑ์ 60%) | ประกาศ ข้อ 4, ข้อ 5, ข้อ 7, ข้อ 8 |
• การรับสมัครสอบทางอินเทอร์เน็ต: สมัครผ่านเว็บไซต์ https://opsc.thaijobjob.com ตั้งแต่วันที่ 9 – 27 พฤศจิกายน 2569 (ตลอด 24 ชม. ยกเว้นวันสุดท้ายปิด 16.30 น.) โดยสมัครได้เพียง 1 ตำแหน่งเท่านั้น (เมื่อส่งใบสมัครแล้วแก้ไขไม่ได้)• ค่าธรรมเนียมการสมัครสอบ: รวม 430 บาท (ค่าธรรมเนียมสอบ 400 บาท + ค่าธรรมเนียมธนาคารและบริการทางอินเทอร์เน็ต 30 บาท) ชำระผ่านธนาคารกรุงไทย (KTB) รหัสหน่วยงาน 9398 ภายในวันที่ 9 – 28 พ.ย. 2569 เวลา 22.00 น. • หลักสูตรและเกณฑ์การตัดสิน (ข้อ 7–8): ภาค ข. (ความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง) = 200 คะแนน และ ภาค ค. (ความเหมาะสมกับตำแหน่งโดยวิธีสัมภาษณ์) = 100 คะแนน โดยผู้สอบแข่งขันได้ต้องได้คะแนนแต่ละภาคไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 (ภาค ข. ไม่ต่ำกว่า 120 คะแนน และภาค ค. ไม่ต่ำกว่า 60 คะแนน) |
จำตัวเลขการสมัครให้แม่น: สมัคร 9–27 พ.ย. 2569 / ชำระเงินได้ถึง 28 พ.ย. 2569 (22.00 น.) / ค่าธรรมเนียมรวม 430 บาท (400 + 30 บาท) รหัส 9398 / เกณฑ์ผ่านคือ ร้อยละ 60 ทั้งภาค ข. และภาค ค.! |
| 4. ลำดับการตัดสินกรณีคะแนนรวมเท่ากัน 4 ลำดับ (ข้อ 9.2) และเงื่อนไขการบรรจุ & ห้ามโอน 2 ปี (ข้อ 10) | ประกาศ ข้อ 9.2, ข้อ 9.3, ข้อ 10.2, ข้อ 10.3 |
• ลำดับการตัดสินกรณีผู้สอบแข่งขันได้มีคะแนนรวม (ภาค ข. + ภาค ค.) เท่ากัน (ข้อ 9.2): 1) ผู้ที่ได้คะแนนภาค ค. (สอบสัมภาษณ์) มากกว่า เป็นผู้อยู่ในลำดับที่ดีกว่า 2) ถ้าคะแนนภาค ค. เท่ากันอีก ให้ผู้ที่ชำระเงินค่าธรรมเนียมการสมัครสอบก่อน เป็นผู้อยู่ในลำดับที่ดีกว่า 3) ถ้าชำระเงินค่าธรรมเนียมพร้อมกันอีก ให้ผู้ที่สมัครสอบก่อน (ได้รับเลขประจำตัวผู้สมัครสอบก่อน) เป็นผู้อยู่ในลำดับที่ดีกว่า • อายุบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ (ข้อ 9.3): ใช้ได้ไม่เกิน 2 ปี นับแต่วันขึ้นบัญชี (แต่ถ้ามีการประกาศขึ้นบัญชีใหม่ในตำแหน่งเดียวกัน บัญชีเดิมเป็นอันยกเลิก) • เงื่อนไขห้ามโอน 2 ปี (ข้อ 10.2) & ไม่รับโอน (ข้อ 10.3): ผู้ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งต้องอยู่ปฏิบัติราชการในสำนักงานศาลยุติธรรมไม่น้อยกว่า 2 ปี จึงจะโอนไปส่วนราชการหรือหน่วยงานอื่นได้ และในการสอบครั้งนี้สำนักงานศาลยุติธรรมไม่ประสงค์จะรับโอนผู้ที่เป็นข้าราชการหรือพนักงานของรัฐทุกประเภท (หากสอบได้ต้องลาออกจากสังกัดเดิมก่อนวันบรรจุ) |
จุดหลอกปราบเซียน ข้อ 9.2: เมื่อคะแนนรวมเท่ากัน ลำดับแรกที่นำมาตัดสินคือ "ผู้ที่ได้คะแนนภาค ค. (สัมภาษณ์) มากกว่า" (ไม่ใช่คะแนนภาค ข. มากกว่า!) ตามด้วย ชำระเงินก่อน -> สมัครสอบก่อน และจำแม่นๆ ว่า ต้องอยู่ปฏิบัติราชการไม่น้อยกว่า 2 ปีจึงจะโอนได้ และไม่รับโอนข้าราชการ/พนักงานของรัฐทุกประเภท! |
| 5. เปรียบเทียบสัดส่วนคะแนนภาค ข. (200 คะแนน) และสมรรถนะของทั้ง 5 ตำแหน่ง | เอกสารแนบท้ายหมายเลข 1 – 5 |
• สัดส่วนคะแนนสอบภาค ข. (รวม 200 คะแนน) แยกตามตำแหน่ง: - 1. นิติกรปฏิบัติการ: ข้อ 1 (กฎหมายและระเบียบเกี่ยวกับการบริหารราชการศาลยุติธรรม + ความรู้ทั่วไป ศย.) = 100 คะแนน / ข้อ 2 (กฎหมายและระเบียบที่ใช้ในการปฏิบัติงานในหน้าที่) = 100 คะแนน (สัดส่วน 100 : 100) - 2. เจ้าพนักงานคดีปฏิบัติการ & 5. เจ้าหน้าที่ศาลยุติธรรมปฏิบัติงาน: ข้อ 1 (กฎหมายและระเบียบเกี่ยวกับการบริหารราชการศาลยุติธรรม + ความรู้ทั่วไป ศย.) = 80 คะแนน / ข้อ 2 (วิชาเฉพาะตำแหน่ง) = 120 คะแนน (สัดส่วน 80 : 120) - 3. นักวิชาการเงินและบัญชีปฏิบัติการ & 4. นักวิชาการพัสดุปฏิบัติการ: ข้อ 1 (กฎหมายและระเบียบเกี่ยวกับการบริหารราชการศาลยุติธรรม + ความรู้ทั่วไป ศย.) = 60 คะแนน / ข้อ 2 (วิชาเฉพาะตำแหน่ง) = 140 คะแนน (สัดส่วน 60 : 140) • สมรรถนะหลัก (Core Competency 5 ด้าน): 1. การมุ่งผลสัมฤทธิ์ 2. บริการที่ดี 3. การสั่งสมความเชี่ยวชาญในงานอาชีพ 4. การยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรมและจริยธรรม 5. การทำงานเป็นทีม (ประเมินในภาค ค. ร่วมกับ Functional Competency และลักษณะงาน 4 ด้าน: ปฏิบัติการ, วางแผน, ประสานงาน, บริการ) |
จำสูตรสัดส่วนคะแนนภาค ข. (200 คะแนน) ให้ขึ้นใจ: นิติกร = 100 : 100 คะแนน • เจ้าพนักงานคดี & เจ้าหน้าที่ศาลฯ = 80 : 120 คะแนน • นักวิชาการเงินฯ & นักวิชาการพัสดุ = 60 : 140 คะแนน! |
ลิสต์ระเบียบ ประกาศ และคำสั่ง ของ ก.บ.ศ., ก.ศ. และสำนักงานศาลยุติธรรม ที่ใช้สอบ (รวม 552 ข้อ)
กดเพื่อกรองหมวดหมู่ ค้นหาระเบียบรายฉบับ เปิดอ่านข้อสอบเรียงตามลำดับข้อ ฝึกทำข้อสอบ หรือเปิดลิงก์อ้างอิงตัวบททางการ
กล่องที่ 6: หมวดระเบียบ ประกาศ และคำสั่งของ ก.บ.ศ. (185 ข้อ)
กล่องที่ 7: หมวดระเบียบ ประกาศ และคำสั่งของ ก.ศ. (174 ข้อ)
กล่องที่ 8: หมวดระเบียบ ประกาศ คำสั่งสำนักงานศาลยุติธรรม และประมวลจริยธรรมฯ (193 ข้อ)
แพ็กเกจคลังข้อสอบออนไลน์เฉพาะตำแหน่ง & เหมาครบทุกตำแหน่ง
ครบทั้งคลังข้อสอบเรียงมาตรา ระบบสุ่มสอบเสมือนจริง และตารางสรุปตัวบทออนไลน์ครบทุกวิชาตามประกาศรับสมัคร • ชำระเงินปลอดภัยผ่านระบบ Stripe Thailand (PromptPay QR) ปลดล็อกสิทธิ์ VIP อัตโนมัติทันทีโดยไม่ต้องแนบสลิป